Gmail เป็นบริการฟรีอีเมลของ Google ที่เพื่อนๆ เกือบทุกคนคงเคยใช้งานกัน ด้วยจุดเด่นที่ใช้งานง่ายแล้ว ยังสามารถใช้ในการเข้าถึงบริการต่างๆของ Google ได้อีกมากมาย อาทิ YouTube, Drive, Maps หรือแม้แต่ Play Store สำหรับผู้ใช้ Android

แต่รู้หรือไม่ว่า...ชื่อผู้ใช้บนที่อยู่อีเมลของ Gmail นั้นมีความแตกต่างจากฟรีอีเมลเจ้าอื่นๆ จะมีอะไรบ้างมาดูกัน (สามารถนำไปปรับใช้กับอีเมลเดิมที่ใช้งานเป็นประจำอยู่แล้วได้เลย)

1. เครื่องหมายจุด (.) บนชื่อผู้ใช้ ไม่มีผลต่อการส่งเมล!

หลายคนคงตั้งชื่ออีเมลด้วยการใช้เครื่องหมายจุด (.) เพื่อแทนการเว้นวรรคคำ หรือแบ่งคำให้เป็นระเบียบ และดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น แต่รู้หรือไม่...ว่าเครื่องหมายจุด (.) นั้น แท้จริงแล้วไม่มีผลต่อการใช้งานและการส่งเมลแต่อย่างใด!!

หากผู้ส่งอีเมลทำการเพิ่มจุดในที่อยู่อีเมลโดยไม่ตั้งใจ เราก็จะยังได้รับข้อความนั้น ตัวอย่างเช่น หากอีเมลคือ [email protected] (อีเมลสมมุติ) แท้จริงแล้วเราก็ยังเป็นเจ้าของที่อยู่อีเมลแบบที่มีจุดทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

ทุกอีเมลที่ถูกส่งเข้าที่อยู่อีเมลข้างต้น ล้วนถูกส่งไปหาผู้รับที่เมลเดียกันคือ [email protected] ซึ่งครอบคลุมไปถึงการ Sign in เข้าสู่ระบบก็สามารถกรอกแบบมีจุดหรือไม่มีจุดก็ได้เช่นเดียวกัน หรือาจพูดได้ง่ายๆ ว่า Google ได้ทำการจองชื่อที่มีจุดทุกรูปแบบเอาไว้ให้เราแล้วนั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้เครื่องหมายจุด (.)

  • ลดความเสี่ยงในการลืมชื่อผู้ใช้บัญชี Gmail เพราะหากลืม ก็สามารถคาดเดาชื่อที่เคยใช้งานได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงตำแหน่งของเครื่องหมายจุดแต่อย่างใด
  • แม้ผู้ส่งจะลืมใส่จุด หรือใส่จุดผิดตำแหน่ง อีเมลก็จะถูกส่งไปยังปลายทางอย่างถูกต้อง
  • สามารถใช้สมัครเว็บไซต์ หรือบริการที่มีการตรวจสอบการใช้อีเมลซ้ำได้ เพียงใส่จุดในตำแหน่งที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องใช้อีเมลใหม่ เพราะเว็บไซต์เหล่านั้นจะมองเป็นคนละอีเมลกันนั่นเอง

2. เติมเครื่องหมายบวก (+) เพื่อใช้ในการกรองอีเมล

นอกจากการใช้จุดแล้ว อีกสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ เราสามารถใส่เครื่องหมายบวก (+) พร้อมข้อความลงไปด้านหลังชื่อผู้ใช้ได้ โดย Google จะไม่สนใจสิ่งที่อยู่ด้านหลังเครื่องหมายบวก เช่น หากทำการส่งอีเมลไปยัง [email protected] อีเมลฉบับนั้นก็จะถูกส่งไปหา [email protected] นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้เครื่องหมายบวก (+)

  • สามารถใช้สมัครเว็บไซต์ หรือบริการที่มีการตรวจสอบการใช้อีเมลซ้ำ ได้เช่นเดียวกันกับการใช้จุด เพราะเว็บไซต์เหล่านั้นจะมองเป็นคนละอีเมลกันนั่นเอง
  • สามารถใช้ Filter ในการจุดหมวดหมู่และกรองอีเมลได้ง่ายขึ้น เช่น หากเราใส่เครื่องหมายบวก (+) ตามด้วยบริการที่เราไปสมัครสมาชิก หรือสมัครรับข่าวสาร เราอาจจะตั้งค่าให้หากช่อง To: มี +facebook ให้ย้ายอีเมลดังกล่าวไปยัง Folder "Facebook" โดยอัตโนมัติ (อีกทั้งยังสามารถใช้ในการดักจับได้ด้วยนะ ว่ามีเว็บไซต์ไหนที่แอบเอาข้อมูลของเราไปเผยแพร่ให้บุคคลที่สามใช้ส่งอีเมลมาหาเราหรือเปล่า)

จะเห็นได้ว่าการใช้เครื่องหมายพิเศษทั้งสองนั้น สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป Nisit Gen หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ และเพื่อนๆจะสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับการใช้งานของตนเองได้ครับ :)

By: Nisit Gen
แชร์บทความนี้