16 กรกฎาคม 2019

เพราะเป็นวัยรุ่นจึง...เจ็บปวด ปัญหาทุกอย่างมีทางออก ขึ้นอยู่กับวิธีคิด

โดย Nisit Gen

ในช่วงเวลาแห่งความอลหม่านที่สุดในชีวิต มีเรื่องนานาจิตตังให้แบกความคาดหวังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเรียน ความรัก ครอบครัว และมิตรภาพ 

แน่นอนว่าวงจรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน มีผลกระทบกันและกัน จนหล่อหลอมกลายเป็นชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่ง หากเกิดปัญหาด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน ขึ้นมา ย่อมทำให้ชีวิตเสียสมดุลมิใช่น้อย แต่ทักษะหนึ่งที่ทำให้ปัญหาเหล่านั้นบรรเทาลงหรือหมดไป ก็คือทักษะการแก้ไขปัญหา

คิดแยกทีละประเด็น : อย่าขมวดปัญหาทุกอย่างเข้าเป็นปมด้วยกัน

การนำปัญหาทุกอย่างมารวมกันเป็นก้อนเดียว พร้อมใส่ความรู้สึกแย่ของตัวเองลงไปปะปนกันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก การคิดแบบนี้นอกจากไม่ช่วยทำให้ปัญหาถูกแก้แต่อย่างใด กลับยิ่งทำให้เราสะสมความรู้สึกแย่ๆไว้กับตัวเอง หรือที่ภาษาทั่วไปๆเรียกว่า “อมทุกข์” ซึ่งหมายถึงการทุกข์ยังอยู่แบบนั้น ไม่ได้หายไป มิหน้ำซ้ำมีแต่ทำให้ปัญหายิ่งยืดเยื้อ กินเวลานาน และยิ่งนานวันเข้าอาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

ทางแก้ไขคือ ให้เราหยุดคิดทุกอย่าง จากนั้นให้ชี้แจงปัญหาทีละประเด็น ค่อยๆแยกปัญหาออกเป็นประเด็นทีละส่วน โดยเขียนออกมาบนกระดาษ จากนั้นอย่าลืมเขียนทางออกทุกทางด้วยละ ซึ่งวิธีนี้เป็นการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีคิดแบบแยกแยะ

  

ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ใช้กฎเหตุและผลเพื่อหาทางออก

  1. แยกปัญหาทีละประเด็น
  2. หาต้นเหตุ : ทุกอย่างในโลกนี้มีสาเหตุ การที่ผลลัพธ์ออกมาดีหรือแย่ มักจะมีต้นตอของมันอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าต้นตอของปัญหานั้นมีกี่แขนง หรือแขนงเดียว เมื่อจับต้นตอสาเหตุได้ จึงจะแก้ปัญหาได้
  3. หาทางออก/ทางแก้ไข : รู้จักแยกประเด็น แยกเรื่อง ไม่รวมๆ ทุกอย่างกันไป มองภาพรวมกว้างๆ ให้เข้าใจทุกสาเหตุ ทุกๆ ประเด็น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมักไม่ได้มีสาเหตุเดียว และมองเป็นกลางแบบไม่มีอารมณ์มากระทบ สายตาเอนเอียงอาจไม่พบต้นตอ แต่ถ้าสายตาเที่ยงตรง มองอย่างรอบคอบ แล้วจะพบเจอสาเหตุมากมาย
  4. ติดตามผล และปรับปรุง
  5. ทำซ้ำวนไป จนกว่าจะเจอต้นตอสาเหตุแท้จริง

สังเกตความคิดที่เกิดขึ้นกับตัวเองและยอมรับ

คนเรามักไม่ยอมรับความเป็นจริงโดยเฉพาะจุดบกพร่องตัวเอง เมื่อเราเผชิญกับปัญหาของเรา บางครั้งยังปรุงแต่งนานาเข้าไปเสริมอีกด้วย ให้สังเกตความคิดที่เกิดขึ้นว่าเราคิดกับมันอย่างไร ความคิดใดที่ปิดกั้นเราอยู่ ไม่ยอมให้เราลงมือแก้ไขจริงจังสักที แล้วเรารู้สึกกับมันอย่างไร เช่น 

  • ปัญหา : เรามีปัญหาการมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น 
  • ผลลัพธ์ : เราจึงไม่กล้าแสดงออก เก็บตัวเงียบ
  • ความคิดที่ปิดกั้นเรา : เพราะเราคิดระแวงทุกคน กลัวว่าเป็นคนไม่ดี กลัวว่าเขาจะคิดไม่ดีกับตัวเรา มองว่าเรายังไม่ดีพอในสายตาเขา

ให้เราเผชิญหน้ากับความคิดที่เป็นอุปสรรคนี้ตรงไปตรงมา ยอมรับตัวเองในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ใช้สติรู้ทัน จ้องมองความคิดที่เกิดขึ้นหรือความคิดที่เป็นอุปสรรคกับเราจนเกิดความรู้สึกตัว แล้วความคิดปรุงแต่งจะค่อยๆไปอย่างเป็นธรรมชาติ 

  • ทางออกของปัญหานี้ : เราไม่สามารถบังคับทุกคนให้คิดตามที่เราเป็น เรายังไม่สามารถเป็นอย่างที่คนอื่นคาดหวังได้เลย และการที่เราเคยเจอคนไม่ดี แล้วคิดเหมารวมว่าทุกคนต้องไม่ดีตาม เหมือนเราผลักคนดีๆให้ยิ่งไกลออกไปมากขึ้น

มองโลกในแง่ดีแบบอยู่กับความเป็นจริง

การมองโลกสวยกับมองโลกในความเป็นจริงแตกต่างกันอย่างไร? ทุกวันนี้มีคนเข้าใจผิดอยู่ไม่ใช่น้อย การมองโลกที่ช่วยแก้ปัญหาคือ ให้มองที่การกระทำและผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ต่อตัวเอง และคนอื่นด้วยเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แต่ถ้าเราบอกว่าเรามองโลกแง่ดี จนบางครั้งทำให้เกิดความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ยอมลงมือแก้ปัญหาอะไร ซึ่งผลลัพธ์ส่งผลเสียต่อตัวเองและคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ 

สิ่งนี้เรียกว่ามองโลกสวย หรือการหลอกลวงตัวเอง เช่น การเป็นคนไม่รักษาเวลา แต่เราให้เหตุผลกับตัวเองว่าเราเป็นคนยืดหยุ่น แต่หากพิจารณาในความเป็นจริง การที่เราไม่ตรงต่อเวลา ส่งผลให้งานของลูกค้าเสียหาย ทำให้งานของเพื่อนร่วมทีมไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จนอาจเสียทรัพยากรเกินความจำเป็น เช่น ต้นทุนเวลา หรือเงินโดยไม่จำเป็น

ส่วนการไม่ลงมือทำ หรือไม่พัฒนาตัวเอง มีข้ออ้างสารพัด ชอบจับผิดคนอื่น นินทาคนอื่น กระทำแต่สิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อะไร ทั้งยังชักจูงให้คนอื่นพากันกระทำสิ่งเป็นโทษต่อตัวเอง และผู้อื่น แบบนี้น่าจะเรียกว่าการมองโลกแบบมืดสนิท ซึ่งบางครั้งคนเราอาจหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมภายนอกไม่ได้ เช่น สภาวะเศรษฐกิจแย่ ,ครอบครัวที่ไม่เข้าใจเรา แต่เราสามารถกำหนดตัวเองได้ว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้นหรือจะเป็นคนที่ด้อยลงได้

ส่วนการมองโลกตามความเป็นจริงคือ เราสามารถพิจารณา ประเมินและตัดสินปัญหาต่างๆ โดยพยายามแสวงหาคำตอบที่มีสมเหตุสมผล มีการวางแผน เตรียมพร้อม เตรียมตัวในด้านต่างๆถึงอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น การมองโลกแบบนี้คือ มองโลกในแง่ดีแบบอยู่กับความเป็นจริง

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นโดยให้ตัวเองเป็นผู้สังเกตการณ์

ลองเปิดใจพูดคุยกับคนหลายๆแบบทั้งอายุ นิสัย ที่แตกต่างจากคุณ หรืออาจจะอยู่สภาพแวดล้อมแตกต่างกับคุณสุดๆเลย เช่น คุณทำธุรกิจ แต่ลองพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวเกษตรกร 

แต่ในการพูดคุยกับคนหลายๆแบบนั้น ให้นำใจตัวเองออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์ความคิดคนอื่น อย่าหลงคล้อยตาม หรือเห็นด้วยทุกความคิด เพราะบางความคิดของคนใดคนหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับปัญหาของคุณ ให้นำความคิดเห็นของแต่ละคน ค่อยๆสังเคราะห์ออกมา ปรับให้เข้ากับปัญหาของคุณ บางความคิดใช้ได้ดีกับสิ่งหนึ่ง แต่อาจจะไม่เหมาะกับสิ่งหนึ่งเป็นได้

หรือการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหรือเคยผ่านประสบการณ์นั้นมา ก็ช่วยแก้ไขปัญหาคุณได้เช่นกัน แต่อย่าลืมว่า ปัญหาที่เราเจออยู่ตอนนี้ ปัจจัยภายนอกในช่วงเวลาอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกัน อีกทั้งอาจจะมีสาเหตุหลายๆอย่างประกอบกันที่แตกต่างด้วย 

มองหางานอดิเรกหรือกิจกรรมแปลกใหม่

การพาตัวเองออกมาทำกิจกรรมแปลกใหม่ที่เราไม่เคยลอง เช่น ยิงปืน,ปีนเขา,ออกอาสาต่างจังหวัด นอกจากจะช่วยให้เราคลายเครียดลงแล้ว ยังทำให้เรามีสมาธิจดจ่อ เพลิดเพลินกับสิ่งตรงหน้า สร้างความรู้สึกให้เราเห็นคุณค่าตัวเอง ช่วยให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นแทนที่จะจมกับอยู่ความรู้สึกทุกข์นานเพราะสมองได้หลั่งสารเอนโดฟินออกมาให้กระชุ่มกระชวย แม้ว่าการพาตัวเองออกจาก Comfort Zone จะทำให้เรารู้สึกกลัว ประหม่าไปบ้าง แต่ถ้าตัวเองทำได้ มันจะทำให้คุณได้เห็นมุมมองโลกที่แตกต่างออกไปจากเดิม อย่างน้อยโลกที่คุณอยู่ไม่ได้มีอยู่จำกัดเพียงเท่านี้นะ

อย่าใช้อารมณ์เป็นตัวนำ

ต่อให้คุณแก้ปัญหาทั้งหมด ลงมือทำทุกอย่างเพียบพร้อม แต่จำไว้เถอะว่าทุกอย่างมีเวลาเป็นของมัน อย่าให้ใจมันบีบรัดให้อารมณ์ร้อนรุ่ม ต้องทำให้ทุกอย่างเป็นให้ได้อย่างใจ ทุกอย่างต้องเหมือนตามสิ่งที่ฉันคิด เพราะไม่มีอะไรในโลกจะเป็นไปตามสิ่งที่เราคิด 100% การที่ผลลัพธ์ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ย่อมเป็นนิมิตรหมายที่ดียิ่งว่าความพยายามต่างๆที่ทำมาได้นำพาเรามาไกลแล้ว อีกทั้งการแก้ไขปัญหาด้วยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง มีแต่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง สิ่งที่เราอุตสาห์ประคับประคองมา อาจจะพลังทลายเพราะอารมณ์ชั่ววูบเป็นได้ 

ทุกอย่างมีเวลาในห้วงของมัน

ทุกอย่างมีเวลาของมัน บางปัญหามีขนาดเล็ก เพียงใช้เวลาสักระยะสั้น จึงสามารถแก้ไขปัญหาได้หมด แต่บางปัญหาที่มีขนาดใหญ่ หรือสะสมมานาน ย่อมไม่หมดไปง่ายๆ 

เมื่อเราลงมือทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว ทั้งพิจารณาต้นเหตุอย่างถี่ถ้วน มองทุกอย่างอย่างเป็นกลางโดยไม่มีอคติ มองรอบด้านในภาพรวมและทุกมุมมอง ติดตามผลลัพธ์ และปรับปรุงต้นเหตุอีกครั้ง ก็ถือว่าเราไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป ค่อยๆใช้เวลากับมัน สิ่งที่สำคัญคือใจเราต้องนิ่งกับปัญหา อย่าให้ความใจร้อนนำพาทุกอย่างพัง 

ภาพประกอบ: https://www.pexels.com/
ผู้เขียน: Papang PH
By: Nisit Gen
แชร์บทความนี้